เมื่อ 30 ส.ค 54 องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง ได้พิจารณาคดีที่ นายสามารถ มีเจริญ และพวก ซึ่งเป็นสาวประเภทสอ ฟ้องขอให้ศาลปกครองสั่งให้ รมว.กลาโหม แก้ไขถ้อยคำในใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน (ส.ด.43) และใบสำคัญสำหรับคนจำพวกที่ 4 (ส.ด.5) และใบสำคัญให้รับราชการทหาร (ส.ด.9) ของสาวประเภทสอง ที่เข้ารับการตรวจเลือกเมื่อปี 2548 ที่มีการระบุว่า เป็นบุคคลที่จัดอยู่ในประเภทกลุ่มคนทุพพลภาพ “เป็น โรคจิตถาวร ”ไม่สามารถจะรับราชการได้

นายสามารถ มีเจริญ

โดยคณะตุลาการได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีแถลงเพิ่มเติมเป็นเอกสาร และให้ นายกฤตยชญ์ ศิริเขต ตุลาการผู้แถลงคดีที่อยู่นอกองค์คณะ ได้แถลงความเห็นส่วนตัวที่ไม่ผูกพันต่อการวินิจฉัยขององค์คณะซึ่งเห็นว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะมีคำวินิจฉัย และเห็นว่า รมว.กลาโหม มีอำนาจในการแก้ไขข้อความใน ส.ด.43 ได้ ซึ่งคดีดังกล่าวเห็นว่า องค์การอนามัยโลก และทางการแพทย์ไทย มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนสภาพอวัยวะ ไม่ถือว่าเป็น

โรคจิตถาวร

ซึ่งรวมไปถึงผู้กินฮอร์โมนเพื่อทำให้มีสภาพร่างกายมีหน้าอกคล้ายเพศหญิงนั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายชั่วคราว ยังสามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แต่หากผู้ที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกันได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายก็จะถือว่าบุคคลนั้นเป็นโรคจิตถาวร โดยในกรณีของนายสามารถ และพวกนั้น ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนสภาพร่างกายไปเป็นหญิง จึงไม่ถือว่าเป็นโรคจิตถาวรตามความเห็นของแพทย์ ดังนั้น การลงความเห็นของ รมว.กลาโหม ในใบ ส.ด.43ของนายสามารถ เมื่อเข้ารับการคัดเลือกทหารกองเกินปี 2548 ว่า นายสามารถ จัดอยู่ในประเภทกลุ่มคนทุพพลภาพ เป็นโรคจิตถาวร จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะ นายสามารถ ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกาย จึงมีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้รมว.กลาโหม แก้ไขจากคำว่า “โรคจิตถาวร” เป็นคำว่า “กะเทย” โดยให้มีการดำเนินการเปลี่ยนแปลงข้อความภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา จากนั้นตุลาการเจ้าของสำนวนได้นัดคู่กรณีมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 13 ก.ย.ในเวลา 10.00 น.

 

นายสามารถ มีเจริญ

จาก โพสทูเดย์

Tags: